ขนาดแบบอย่างมีความหมายในการศึกษาวิจัยการจับกลุ่มหลายกรุ๊ป

Dr. John Magnotti ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเวชศาสตร์ประสาทแห่งหนึ่งของเบย์เลอร์พูดว่า “มันเริ่มเมื่อพวกเราอุตสาหะที่จะทำใหม่ผลงานของพวกเราเอง “พวกเราได้กระทำทดสอบ multisensory เกี่ยวกับผล McGurk โดยใช้แบบอย่างขนาดทั่วๆไป แม้กระนั้นเมื่อพวกเรามานะทำใหม่คำตอบของพวกเราพวกเราไม่สามารถที่จะทำเป็นพวกเรายังไม่อาจจะทำอีกครั้งผลของกรุ๊ปอื่นได้”

การเล่าเรียนประเด็นการประสมประสานหลายมิติช่วยทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้เรื่องก้าวหน้าขึ้นว่าข้อมูลที่เก็บได้ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างช่วยทำให้พวกเรารับทราบโลกรอบข้างได้ยังไง เช่นสำหรับการรับทราบคำกล่าวการบูรณาการข้อมูลเสียงจากเสียงของผู้พูดแล้วก็ข้อมูลภาพจากบริเวณใบหน้าผู้พูดจะช่วยเพิ่มความถูกต้องแน่ใจของการเขียนจำเสียงพูด

แม้กระนั้นมีบางครั้งเมื่อการรวมเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการได้ยินรวมทั้งภาพไม่ทำงานอย่างที่คาดไว้ ผลที่ได้เป็นการรับทราบของเสียงที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่แท้จะถูกกล่าว ดังเช่น “ga” ภาพรวมกับเสียง “ba” ทำให้เกิดการรับทราบถึง “ดา” นี่เรียกว่าผล McGurk

นักค้นคว้าด้านการจับกลุ่มหลายกรุ๊ปกำลังวิจัยว่าความอ่อนแอต่อผลพวงของ McGurk มีความไม่เหมือนกันไปในแต่ละเพศการพัฒนามนุษย์โดยธรรมดาหรือเปล่าธรรมดารวมทั้งภูมิหลังทางด้านวัฒนธรรมหรือภาษาศาสตร์ที่ต่างกัน

ผู้ศึกษาวิจัยอาวุโสดร. ไมเคิล Beauchamp ศ.จ.ด้านเวชศาสตร์ประสาทและก็ประสาทพูดว่า “การเรียนเมื่อเร็วๆนี้เกี่ยวกับผลพวงของ McGurk บ่งบอกถึงถึงความปรวนแปรมากมายในคำตอบของพวกเขาการเล่าเรียนบางชิ้นแถลงการณ์ว่า MRI ที่เบย์เลอร์ “มีความไม่ประสบผลสำเร็จสำหรับการทำอีกครั้งรายงานความไม่เหมือนในผล McGurk ระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างเพศที่ไม่เหมือนกันและก็เด็กที่มีหรือเปล่ามีความผิดธรรมดาในวิวัฒนาการฉะนั้นพวกเราก็เลยเริ่มสงสัยว่าบางครั้งนี่บางทีอาจคือปัญหาใหญ่มากยิ่งกว่าแค่เพียงสองสามแยกเรียนรู้”

ขนาดมีความหมาย

“พวกเรามานะที่จะรู้เรื่องว่าวิธีการที่พวกเรากระทำการทดสอบของพวกเราบางทีอาจเป็นต้นเหตุให้เป็นผลลัพธ์ที่ปรวนแปรแล้วก็ขัดแย้งกันมากมายในวรรณคดี” Magnotti กล่าว “พวกเราได้สะสมชุดBig dataที่พวกเราเก็บรวบรวมไว้เพื่อหาผล McGurk แล้วก็ถามคำถามว่าผลที่ตามมาจะเป็นยังไงถ้าเกิดพวกเราสร้างแบบจำลองความไม่เหมือนของกรุ๊ปโดยใช้ขนาดแบบอย่างหลายขนาด?

นักค้นคว้าได้ระบุความไม่เหมือนของกรุ๊ปในผล McGurk ในกรุ๊ป 150 คนรวมทั้งในกรุ๊ป 20 หรือ 40 รวมทั้งอื่นๆMagnotti และก็ Beauchamp พบว่าเมื่อใช้แบบอย่างขนาดเล็กขนาดของความต่างระหว่างกรุ๊ปสามารถมากเกินจริง

นักวิจัยพบว่าจีโนมของผู้คนอาจมียีนน้อยลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์

งานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nucleic Acids Research เกิดจากการร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งนำโดย Michael Tress จากหน่วย CNIO Bioinformatics Unit กับนักวิจัยจาก Wellcome Trust Sanger Institute ในสหราชอาณาจักรMassachusetts Institute of Technology ในอเมริกา มหาวิทยาลัย Pompeu Fabra แล้วก็ศูนย์ข้อมูลแห่งชาติสำหรับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (BSC-CNS) ในบาร์เซโลนาและ National Center for Cardiovascular Research (CNIC) ในกรุงมาดริด

นับตั้งแต่สำเร็จการจัดลำดับจีโนมมนุษย์ในปีพุทธศักราช 2546 ผู้ที่มีความชำนาญจากทั้งโลกต่างปฏิบัติงานเพื่อเก็บรวบรวมโปรตีนมนุษย์ในที่สุด (ปริมาณโปรตีนทั้งสิ้นที่สร้างจากยีนและก็ยีนที่ผลิตได้ งานนี้มีมากเป็นอย่างมากเนื่องด้วยความสลับซับซ้อนของจีโนมมนุษย์และก็ความเป็นจริงที่ว่าพวกเรามียีนเข้ารหัสประมาณ 20,000 ตัว

นักวิจัยได้วิเคราะห์ยีนที่จัดทำเป็นโปรตีนสำหรับการอ้างอิงของโปรตีนมนุษย์การเปรียบเทียบรายละเอียดของ proteomes อ้างอิงจากGENCODE / Ensembl, RefSeq และก็ UniProtKB เจอยีนที่เข้ารหัสได้ 22,210 ยีน แม้กระนั้นมีเพียงแค่ 19,446 ยีนที่แสดงอยู่ใน คำชี้แจงประกอบ

เมื่อพินิจพิจารณายีน 2,764 ตัวที่มีอยู่ในคำอธิบายประกอบคำอ้างอิงเพียงแต่หนึ่งหรือสองเล่มพวกเขางงงวยที่พบว่าหลักฐานการทดสอบและคำอธิบายประกอบด้วยตัวเองแสดงให้เห็นว่ายีนกลุ่มนี้เกือบจะทั้งหมดมีลักษณะท่าทางที่จะเป็นยีนที่ไม่เข้ารหัสหรือเป็นตัวยับยั้ง ในความจริงยีนพวกนี้ร่วมกับอีก 1,470 ยีนเข้ารหัสที่มีอยู่ในแคตตาล็อกการอ้างอิง ประเภทมิได้มีการปรับปรุงราวกับยีนรหัสโปรตีนทั่วๆไป บทสรุปของการเรียนรู้คือยีนเหล่านี้ 4,234 ส่วนอาจมิได้เป็นรหัสสำหรับโปรตีน

จากที่นักวิทยาศาสตร์กล่าว พวกเราสามารถพินิจพิจารณายีนกลุ่มนี้ได้ในเนื้อหามากมาย” Tress ชี้แจง และก็ยีนมากกว่า 300 ยีนได้รับการจัดชนิดและประเภทใหม่ให้เป็นแบบ non-coding” ผลจากการวิจัยนี้ได้รวมอยู่ในคำชี้แจงประกอบใหม่ของจีโนมมนุษย์โดยกลุ่มประเทศGENCODE ซึ่งเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของนักวิจัย CNIO